| mitthaiart's profilemitthai in pai +BlogLists | Help |
|
August 03 ขอรื่นรมย์กับชีวิตง่าย ๆ 02บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร City Life / ปีที่ 5 ฉบับที่ 56 / 2541 | photograph and text by คณปติ |
ขอรื่นรมย์ กับ ชีวิตง่ายๆ 02
"ก็คุยกันเยอะมากกว่าจะออกมาได้ เฮ้ย..จะไปแน่เหรอ มีเงินแต่สามหมื่นสี่หมื่นเองนะ ออกต่างจังหวัดนี่ มันเหมือนเริ่มต้นใหม่" ก๋ำพูดอย่างคล่องแคล่ว "ตอนที่ตั้งใจว่าจะออก ก็คิดว่า น่าจะหาเงินอีกสักสองปี มีสักแสนสองแสนค่อยออก แต่สกนธ์เขาบอกว่า ถ้ารอไปก็ไม่มีวันเก็บได้หรอก มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ถ้ามีแสนหนึ่งก็ไม่พอ ต้องสามแสนดีกว่า สู้ออกไปเลยดีกว่า ทดลองอยู่อยู่ไม่ได้ก็กลับ ไม่ได้ฟิกซ์ไปว่าต้องให้ได้แค่นี้ก่อน"
สกนธ์เสริมว่า "จริง ๆ ผมคิดตั้งแต่ยังไม่จบนะ ผมไม่อยู่หรอกกรุงเทพฯ แต่คิดว่าจะทำงานสัก 5 ปี พอครบ 5 ปี ก็ไม่เห็นมีเงินเยอะเลย(หัวเราะ) พอมีเงิน เดี๋ยวก็ไปหุ้นซื้อที่กัน พอมีเงินอีกก้อนก็ซื้อคอมพิวเตอร์แล้ว" ก๋ำแทรกว่า "แล้วก็ผ่อนคอนโดฯ ตามสเต็ปของคนเมือง ที่มีสินค้าหลอกเราเรื่อย ๆ ก่อนมาก็ประกาศขายคอนโดฯ ผ่อนดาวน์ไปแล้วแสนกว่าบาท ก็ประกาศขาย ถ้าขายไม่ได้ก็จะทิ้งเลยแสนกว่าบาท เพราะถ้าเอามาก็เป็นหนี้อีกสี่แสน รู้สึกว่าไม่อยากได้แล้ว พอไม่อยากได้ก็โล่งมากเลย สบาย ๆ แสนกว่าบาทไม่เอามาหาใหม่ พอดีได้เพื่อนก็ปล่อยเพื่อนไป มีก็ให้ไม่มีก็ไม่ต้องให้ ไม่เป็นไรอยู่ไปก่อน ไม่เครียดกับเงินตรงนั้นเลย" เมื่อมาถึงปาย ก๋ำ สกนธ์และเพื่อน เช่าบ้านอยู่รวมกัน 3 คน แผนการที่ตั้งใจว่าจะเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ก็ยังไม่เป็นจริง เนื่องจากหาร้านยังไม่ได้ ทั้งเขาและเธอจึงใช้เวลาว่างทำในสิ่งที่ปารถนามานาน "ปีแรกที่ยังไม่ได้ทำร้านก็เดินไปเดินมา ขี่รถเล่นไปตลาด วาดรูป วาดรูปเยอะมาก วาดทุกวัน อ่านหนังสือวันละเล่มมีความสุขมาก จนคิดว่าไม่ต้องเปิดร้านแล้ว เลิกคิดแล้ว ตอนนั้นอยากรู้จักตัวเอง อยากรื่นรมย์กับของง่าย ๆ ดูสิว่า ความสุขมันคืออะไรประมาณนั้น "แล้วก๋ำมาหัดเขียนรูปที่นี่นะ สนุกมาก การวาดรูปมันคือการศึกษาตัวเองจริง ๆ เพราะว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ก๋ำอยากตัดเรื่องความคิดที่เป็นเหตุผลออกไป เพราะว่ามันน่าเบื่อมาก มันไม่เป็นอิสระ อะไรต้องเป็นเหตุผลหมด มันก็เลยออกมาในงานวาดรูป ฉันรู้สึกแบบนี้ ฉันก็วาดลงไป ฉันชอบแบบนี้ ฉันก็จะทำ โดยที่ไม่ได้ไปทำร้ายใคร แต่ว่าไม่อยากมีเหตุผล" "พออยู่ ๆไป งานมันเข้ามาเอง มีพี่เขามาบอกว่า สอนฝรั่งพูดไทยหน่อย เราก็คิดชั่วโมงละ 150 บาท ก็ก๊อก ๆแก๊กๆพออยู่ได้ มันก็พอกินพอใช้ แล้ว" สกนธ์เสริมว่า "ตอนนั้นจะคิดคล้ายกัน พอหาร้านไม่มี ผมก็กลับมาวาดรูป เพราะเรียนมาทางนี้แต่ไปทำดีไซน์ เราก็วาดรูปอ่านหนังสือ ขนหนังสือมาเยอะ เพราะตอนทำงานไม่ค่อยมีเวลาอ่าน ตอนนั้นเขียนจนคิดได้ว่า ไม่เอาอะไรมากถ้าเกิดว่าเงินหมด เราก็ได้รูปเยอะ คิดว่าอาจจะเอาไปแสดง มันไม่คิดไกลคิดว่าชีวิตช่วงหนึ่งอาจจะต้องกลับไปทำงานอีกที ได้มาพักสองสามปีก็คุ้มแล้ว" ไม่นานนักทั้งคู่จึงเช่าใต้ถุนบ้านหลังหนึ่งในราคา 600 บาท แล้วก็ตกแต่งเป็นร้นกาแฟ และขายอาหารให้นักท่องเที่ยวโดยแบ่งเวลาสำหรับการเปิดร้านอาหารไว้เพียง 6 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น "ที่ร้านทำแค่วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม เพราะอยากอยู่บ้านทำงาน วาดรูป เขียนหนังสือ เดินเล่น นอนส่วนใหญ่(หัวเราะ) อยู่บ้านก็สนุก ไปที่ร้านก็เหมือนพักผ่อน เพราะอยู่บ้านทำงาน แต่พอไปร้านแล้วกลับมาบ้าน ก็เหมือนพักผ่อน มันก็เลยสนุก" ก๋ำเป็นฝ่ายเล่า ก่อนที่สกนธ์จะเสริมว่า "เคยเปิดเช้าด้วยช่วงหน้าหนาวปีที่แล้ว อยากจะโกยเงินไปเที่ยว เพราะถ้าเปิดทั้งวันก็ได้เงินอีกสักเท่าหนึ่ง เราตื่นเช้าอยู่แล้ว แต่ขี้เกียจไปขายของ ผมอยากทำอะไรที่มันเล็ก ๆ แล้วดี ถ้ามันทำอะไรใหญ่ ๆ แล้วต้องหาคนมาเพิ่ม จ้างลูกจ้างมันวุ่นวาย เล็ก ๆแล้วทำสองคน แค่ไหนก็ทำให้ดีที่สุด" "อย่างล้างจาน ก็ต้องล้างเอง ถ้าจ้างคนพม่าวันละยี่สิบสามสิบก็ได้ ขายเสร็จแล้วก็กองไว้ ตอนเช้าให้เขามาล้างก็ได้ แต่ว่าค้นพบความสุขจากการล้างจาน" TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://mitthaiinpai.spaces.live.com/blog/cns!86D29D0BE324C538!146.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|